วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มันหวานญี่ปุ่น


สะซึมะอิโมะ หรือ มันหวานญี่ปุ่น เป็นมันเทศที่ปลูกกันมานานแล้วในแถบคันไซนิยมนำมาบริโภคในช่วงฤดูหนาวเพราะให้ความอบอุ่น ใช้เป็นอาหารได้ทั้งนึ่งและเผา นอกจากนี้ยังมีการนำไปหมักเป็นเหล้าสาเกอีกด้วย เราคงเคยเห็นมันหวานญี่ปุ่นทีมีเนื้อสีเหลืองทองกันมามากแล้ว แต่สำหรับแฟนมันญี่ปุ่นแล้วคงอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมกินแล้วบางครั้งรสชาดไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะว่าพันธุ์ของมันหวานญี่ปุ่นที่มีเนื้อสีเหลืองไม่ได้มีแค่พันธุ์เดียวนั่นเองครับ บางชนิดนำไปเผาแล้วจะรสแย่ลงในขณะที่นำไปนึ่งกลับหวานขึ้น บางชนิดเหมาะเฉพาะนำไปทำเหล้าเท่านั้นก็มี อย่าง เบนิฮารุกะ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดมันเผาของญี่ปุ่น มีกลิ่นหอมรสหวานและเนื้อเหนียวนุ่มจนใครที่ได้ลองทานแล้วก็ติดใจ เบนิมาสะริ ว่ากันว่าเป็นมันที่นำไปนึ่งแล้วรสจะหวานขึ้นเป็นสองเท่า ส่วน อันโน่ อิโม เบนิ มีเนื้อสีส้มเหมือนมันเทศบ้านเรา แต่กลับไม่มีเสี้ยนและไม่มีกลิ่นเหม็นตุ่ย ๆ มีเนื้อนุ่มและหวานละมุนเหมือนขนมโมจิ นอกจากนี้ยังมีมันเทศสีม่วงอย่าง เพอเพิ้ลสูทโหลด ที่ให้เนื้อสีม่วงสวยเหมือนสีดอกกล้วยไม้ ชาวญี่ปุ่นนิยมนำไปบดแล้วผสมกับเค้กหรือพายเพื่อให้เกิดเนื้อสีม่วงน่าทานแถมยังติดหวานแบบรสมันเทศอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559




หลังจากเขียนเรื่องกล้วยไม้มาหลายปี ปัจจุบันหันทิศทางมาสร้างเว็บไซต์ให้กับหลาย ๆ เว็บล่าสุดเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอาหารเสริมลดน้ำหนักที่ชื่อว่า amado-shop โจทย์แรก ๆ คือต้องดูทันสมัยและแตกต่างจากหน้าขายของชนิดเดียวกันกับเจ้าอื่น ๆ สีสันอ่อนหวานสมกับเป็นอาหารเสริมที่ผู้หญิงเลือกใช้ แน่นอนว่าสินค้ามีทั้งอาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมจำพวกทำให้ผิวขาวขึ้น พอได้ลองศึกษาข้อมูลเชิงลึกลงไปก็พบว่าตัว amado เองเป็นสินค้าที่ได้รับการสร้างจากดาราชื่อดังในบ้านเรานี่เอง ต้องชื่นชมมากเลยครับที่เราสามารถทำผลิตภัณฑ์ที่ไม่แพ้กับต่างประเทศออกมาได้ เว็บไซต์นี้ดีไซค์ออกมาโดยใช้เวิดเพลสเป็นหลัก ตกแต่งหน้าตาและรูปภาพที่บางส่วนต้องเอามาทำเอง ค่อนข้างลำบากตรงที่รูปภาพทางลูกค้าไม่มีส่งให้ ต้องเอามาสร้างเองโดยเลียนแบบรูปลักษณ์จากตัวออริจินอลเดิมที่ทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายอาหารเสริมทำขึ้น อ้อ ว่ากันว่า อมาโด้ ยังรับตัวแทนจำหน่ายมากมายอีกด้วย แต่สำหรับ อมาโด้ร้านค้าอาหารเสริมลดน้ำหนักออนไลน์แล้วยังไงลองแวะไปที่ amado-shop ดูกันได้ครับ เจ้าของร้านน่ารักเป็นกันเองมาก ๆ ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ฟ้ามุ่ย กล้วยไม้ป่าไทยชื่อเสียงก้องไกลไปทั่วโลก


วันนี้มาเล่าเรื่องฟ้ามุ่ยให้ฟังกันครับ ฟ้ามุ่ย (Vanda coerulea )เป็นราชินีของกล้วยไม้แวนด้า ชื่อฟ้ามุ่ย หมายถึงสีฟ้าอมม่วง คำว่า. ‘มุ่ย’แปลว่าม่วง ดังนั้น จึง เป็นกล้วยไม้ของไทยชนิดเดียวในโลก ที่มีสีน้ำเงินฟ้า อมม่วง สดใสซึ่งเป็นสีที่หายากในกล้วยไม้ และดอกที่มีขนาดใหญ่เป็นช่อตั้งสวยงามสะดุด ตา ถึงแม้ว่า เราจะพบฟ้ามุ่ย ในบางส่วนของประเทศอินเดีย พม่า ก็ตาม แต่ได้มีการยืนยันจากนักกล้วยไม้ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ต่างก็ยอมรับว่าฟ้ามุ่ยจากป่าเมืองไทยเป็นฟ้ามุ่ยที่มีดอกใหญ่ สีเข้มและลายสมุกชัด กว่าแหล่งกำเนิดอื่นใดในภูมิภาค
ฟ้ามุ่ยเป็นกล้วยไม้ที่นิยมอย่างมาก กันมา นาน พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์ตั้งแต่ ปี พศ.๒๓๘o ที่ฟ้ามุ่ยต้นแรกๆได้ถูกนำเข้าไปยังทวีปยุโรป โดยนาย วิลเลียม กริฟฟิท (William Grifit) ซึ่งต่อมาได้มีการเก็บกันอย่างมานับเป็นหมื่นต้นจากพม่าเพื่อส่งไปต่าง ประเทศ ดังได้มีบันทึกไว้ในหน้า ๒๗๘ ในหนังสือ ตำราเล่นกล้วยไม้ (พศ.๒๔๕๙) พระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ
อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่มักกล่าวถึงฟ้ามุ่ยในแง่ของดอกสีฟ้า หรือฟ้าอมม่วง ซึ่งในธรรมชาติยังมีฟ้ามุ่ยสีขาว และสีชมพู นับเป็นสีที่หาได้ยาก ซึ่งโอกาสที่จะเจอนับเป็นหนึ่งในพัน หรือในหมื่นต้นอาจจะเจอเพียงต้นเดียว ตั้งแต่ในอดีตย้อนไปไม่ต่ำกว่าสิบปี ฟ้ามุ่ยชมพู สวยๆ ที่ได้พบเจอจากธรรมชาติมีน้อย อาจมีบางต้นที่ถูกนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำรับผสมแวนด้าเพื่อให้ได้แวนด้า สีชมพู เช่น ฟ้ามุ่ยชมพู ต้นป้าสมสุขนักเลี้ยงกล้วยไม้รุ่นเก่า ที่ได้ ฟ้ามุ่ยชมพู ทูโทนซึ่งกลีบดอกครึ่งบนเป็นสีชมพูเข้ม ตัดกับกลีบครึ่งล่างเป็นสีขาวอมชมพูเรื่อๆ หรือฟ้ามุ่ยชมพูจากอ.สะเมิง ที่มีชาวบ้านมาขายให้คุณชิเนนทร ในปีพศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นต้นที่ได้ถ่ายรูปลงหนังสือ The Field Guide To The Wild Orchid of Thailand (Fourth and Expended Edition) ซึ่งต้นของคุณชิเนนทรไม่ได้ผสมติดฝักเพื่อขยายพันธุ์ และในเวลาต่อมาได้ถูกเชื้อราเข้าทำลายจนต้นเสียหายไปในในที่สุด น่าเสียดายจัง.....

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กล้วยไม้ที่หายาก

ในบรรดากล้วยไม้ป่าหายากที่สุด คงตอบไม่ได้ว่าชนิดไหน แต่ในครั้งอดีตกล้วยไม้ที่หายากที่สุดคือกล้วยไม้ที่มีสีสันแปลกออกไปจากพวกในชนิดนั้น ๆ เช่นกล้วยไม้สกุลหวายในภาพเป็นสายน้ำครั่งสั้นเซมิอัลบา หรือสายน้ำครั่งสั้นกึ่งเผือก มันมีกลีบที่ขาวสะอาด แต่กลับมีตาแดงกลมสวย เมื่อครั้งอดีตเมื่อเราพบกับกล้วยไม้ที่มีสีสันต่างไปจากพวก มันมักจะกลายเป็นกระแสที่สร้างความแตกตื่นฮือฮาได้เป็นอย่างมาก

แม้ในปัจจุบัน ทุกครั้งที่มีการค้นพบกล้วยไม้ที่มีลักษณะและสีสันแปลกต่างไปจากพวก ก็มักจะเป็นการสร้างความตื่นตาตื่นใจเสมอ แม้ในปัจจุบันเราพบว่ากล้วยไม้ที่มีลักษณะสีสันแปลก ๆ นั้นมีให้เห็นทั่วไปในโลกของอินเตอร์เน็ตและโลกภายนอกแต่ถึงกระนั้น กล้วยไม้แปลกก็ยังสร้างความฮือฮาได้อีกเช่นเคย

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่องที่เขียนยากที่สุด


    บทความ ในเว็บกล้วยไม้เมืองร้อน ที่ดูเหมือนจะยากที่สุดดูเหมือนจะเป็นเรื่องแวนด้า สามปอย ซึ่งในบทความนี้มีเรื่องของสามปอยหลวงและสามปอยขุนตานที่เก็บข้อมูลมาตลอดเกือบสองปี ในวันแรก ๆ ที่ผมได้รู้จักกับสามปอยผมรู้สึกเฉย ๆ กับกล้วยไม้พันธุ์นี้มาก ไม่คิดว่ามันสวยและไม่คิดว่ามันดูดีอะไรเลย แค่ดอกไม้สีเหลือง ๆ ดอกหนึ่ง แต่พอได้ทำความรู้จักกับกล้วยไม้ชนิดนี้มากขึ้น ก็พบกับความอัศจรรย์ที่ไม่คาดคิด คุณชิเนนทรได้เล่าเรื่องราวของตัวเองสมัยเด็ก ที่เก็บสะสมสามปอยขุนตานให้ผมฟัง มันทำให้ผมรู้สึกว่ากล้วยไม้ชนิดนี้มีคุณค่าขึ้นมา หลังจากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลว่า สามปอยขุนตานมันพิเศษอย่างไร น่าตาที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร ผมเคยสั่งซื้อสามปอย จากอินเตอร์เนตมา 1 ต้น ดอกของมันสีเหลืองเหมือนกับกระดาษแก้วแถมปากก็ยังเหลืองเข้มจัดตอนนั้นคิดว่าได้ของดีมาแล้ว จึงเด็ดดอกไปให้คุณชิเนนทรดู ท่านก็กล่าวกับผมว่า "นี่มันลูกผสมนี่" มันทำให้ผมยิ่งอยากรู้ว่า ของจริงเป็นอย่างไร เริ่มต้นจากการตั้งคำถาม เดือนละครั้ง จุดประสงค์ที่ไม่ยิงตูมเดียวคือ ผมอยากชั่งใจว่า เซียนผู้นี้ พูดจริง หรือ กุุขึ้นมาว่าสามปอยต้องเป็นแบบที่ตนกล่าว เพื่อให้สามปอยของตัวเองเป็นมาตรฐานน้ำหนักว่า สามปอยต้องหน้าตาแบบนี้

ผลคือ ตลอดประมาณ ๕-๖ เดือนที่ผมยิงคำถามซ้ำสลับเดือนไปมาว่า สามปอยหลวงเป็นยังไง สามปอยขุนตานเป็นยังไง หน้าตาเป็นยังไง ในป่าทางเหนือมีไหม เจอที่ไหน ลักษณะเป็นไง ท่านตอบตรงทุกครั้งไม่มีครั้งไหนที่ผิดเพี้ยนเลย และระหว่างนี้ผมเองก็ได้เดินทางไปยังสวนคุณลุงมานะ ที่รู้จักสามปอยดี และยิงคำถามเช่นเดียวกันห่างกัน ๓ เดือนครั้ง ท่านก็ยังตอบเช่นเดิม แถมตรงกับที่คุณชิเนนทร
กล่าว ผมจึงนั่งเตรียมข้อมูลประมาณ ๒ เดือนด้วยการประสานกับคุณวรยุทธให้เตรียมข้อมูลด้านลายลักอักษร และผมท่องเนตครับ สบายมั้ยละ ในโลกอินเตอร์เนต สามปอยหลวงและสามปอยขุนตานที่ผมได้ข้อมูลมารู้สึกจะสับสนปนเปไปหน่อย คงมีไม่กีคนที่กล้าการันตีย์ ผมเองก็ไม่กล้า คนที่จะการันตีเรื่องตำนานสามปอยหลวงได้ก็ต้องให้ตำนานเป็นคนกล่าวขานเอง

และสามปอยก็เป็นกล้วยไม้ถิ่นเหนือคงไม่มีใครรู้ลึกไปกว่าเจ้าถิ่นแน่ คิดได้แบบนั้นก็หนีไม่พ้นคนสองคนที่ผมวิ่งไปวิ่งมาถามสู่นี่แหละ หลังจากข้อมูลครบก็บุกบ้านพร้อมปากกา จดแหลกทุกคำพูดครับ รอบแรกบรรลุด้วยดี แต่พอข้อมูลขาด ก็ต้องวิ่งไปซ่อมเพราะผมคิดว่า งานนี้งานใหญ่อยากให้ข้อมูลแน่นที่สุดตรงที่สุดชัวที่สุด ประกอบกับหนังสืออ้างอิง ที่กองท่วมหัวได้ ไม่รู้คุณวรยุทธไปหามาจากไหนเยอะแยะทั้งฝรั่งไทยและเยอรมัน ให้ตาย งานนี้ ไม่หมูเลย หนังสือสิบกว่าเล่ม ผมพยายามคัดแต่เล่มเก่า ๆ เพราะสามปอยหลวง มีแต่คนเก่าแก่เท่านั้นที่ดูออก หนังสือเล่มใหม่ ๆ ยึดหลักชื่อวิทยาศาสตร์จึงให้ความสำคัญสามปอยหลวงเท่ากับสามปอยขุนตาน ก็กว่าจะหยิบคัดออกมาจากหนังสือแต่ละเล่มได้ก็ตาลายน่าดูครับ หลังจากได้ข้อมูลดิบมาครบแล้ว ก็จัดการบรรเลงเขียนบทความขึ้น ข้อมูลยาวเป็นลี้ แต่ต้องเขียนให้ได้กระดาษ A4 ไม่งั้นคนท่องเว็บมาอ่านช็อคตายขี้เกียจอ่านกันพอดี นั่งเขียนอยู่ประมาณอาทิตย์กว่า แก้ไปประมาณ ๗ ครั้ง เอาแต่เนื้อ ๆ ในที่สุดก็ออกมาเป็นเรื่องเป็นราวพร้อมส่งลงโลกไซเบอร์ ที่เหลือก็แล้วแต่คนอ่านละครับว่าจะเชื่อหรือเปล่า

จริง ๆ มีอีกท่านที่อยากคุยด้วยคือ เสวิสูตร เพราะในโลกอินเตอร์เนตมีแต่คนกล่าวขานท่านเรื่องสามปอย ถ้าได้คุยด้วยอีกคนคงได้ข้อมูลที่แน่นขึ้นไปอีก เสียดายจริง ๆ

อ้อ ลืมไป ในระหว่างที่วิ่งไปวิ่งมาตลอดปีกว่า ภาพสามปอยเป็นอะไรที่หายากชะมัดเลยครับ กว่าจะได้แต่ละต้น โดยเฉพาะสามปอยหลวง ยากจริง ๆ เพราะแต่ละแหล่งที่รู้ว่ามีสามปอยหลวงมักมีกันเพียง ๑-๒ ต้น เก่งสุดก็ ๕ ต้นที่สวนชิเนนทร แต่ถ่ายภาพแค่ที่เดียวมันคงไม่หนักแน่นพอ เลยต้องวิ่งไปถ่ายหลาย ๆ ที่ ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยเลย แต่ก็คุ้มค่าครับ ได้เห็นสามปอยหลวงของจริงแล้วรู้สึกว่าอย่างกับค้นพบสมบัติเลยครับ และดีใจที่มันไม่ใช่แค่ตำนาน สามปอยหลวงยังมีตัวตนอยู่นั่นเองครับ

ภาพบน สามปอยหลวง ต้นชิเนนทร ชนิดไม่มีลายสมุก กล้องฟิล์ม จะเห็นว่าสีมันชัดกว่ากล้องดิจิตอลเยอะครับ ถ้าดูในเว็บกล้วยไม้เมืองร้อน สีจะออกเหลืองอ่อน ๆ แต่ถ้าเป็นตัวนี้จะเข้มกว่า ดูสมจริงกว่าครับ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คุณค่าของกล้วยไม้


มีหลายครั้งที่ผมมักสงสัยว่าทำไมราคากล้วยไม้ขวดถึงตั้งกันสูงนัก ไม่กลัวขายไม่ออกเหรอ คุณชิเนนทรเจ้าของไม้ขวดสามปอยท่านก็ตอบผมว่า "กล้วยไม้ขายต้นสิบบาทก็ได้ แต่ซื้อไปแล้วจะเห็นคุณค่ามันเหรอ" ผมหยุดงงสักพักท่านก็พูดต่อ "นี่นะ กล้วยไม้ที่เห็นทุกวันนี้นะ กว่าจะออกมาได้แบบนี้ ตั้งแต่เฮียสิบขวบจนตอนนี้ มันไม่ใช่ผสมแล้วจะสวยเลย มันต้องใช้เวลานาน คัดแล้วคัดอีก พิถีพิถันกว่าจะได้มาแต่ละต้นไม่ได้ง่ายเหมือนตอนนี้ เฮียอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของมัน เห็นคุณค่าว่าที่กว่าจะมาเป็นกล้วยไม้ไทยที่เห็นตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากขายต้นละสิบบาท คนซื้อไปถ้าเกิดมันเริ่มเป็นอะไรก็คงทิ้งขว้างง่าย ๆ เพราะว่ามันถูกยังไงซะก็หาใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นต้นละ สี่ร้อยห้าร้อย การจะปล่อยตายสักต้นก็ต้องลำบากใจคนเลี้ยงจะต้องขวนขวายหาวิธีที่จะทำให้กล้วยไม้ของเขาอยู่รอด พอกล้วยไม้ที่เขาเลี้ยงผ่านวิกฤตินั้นมาได้ เขาก็จะได้รับประสบการณ์การเลี้ยงและภูมิใจที่ไม่ปล่อยให้มันตาย คนก็จะพัฒนากล้วยไม้ก็จะพัฒนา ที่สำคัญ เฮียไม่อยากให้ใครก็ตามได้ลูก ๆ ของเฮียไปแล้วเลี้ยงทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เฮียอยากให้ลูก ๆ ของเฮียเป็นที่รักของทุก ๆ คนเหมือนอย่างที่เฮียรัก ถ้าเฮียขายลูกต้นละ สิบยี่สิบ ลูกของเฮียคงจะถูกปล่อยละเลยแน่ ๆ ถึงจะขายไม่ออกก็ยินดี ขอแค่มีคนที่จะได้ลูก ๆ ของเฮียไปนั้น รักและเข้าใจเขาก็พอแล้ว" ตามที่คุณชิเนนทรเอ่ย ผมเองก็ชักจะเริ่มเห็นด้วยแล้วกับเรื่องราคาที่สมเหตุสมผล ปัจจุบันราคากล้วยไม้ถูกลง อาจจะเป็นเรื่องดีของนักเลี้ยงหลาย ๆ คน แต่ก็ไม่รู้ว่า ราคาถูกจะทำให้เห็นค่าของกล้วยไม้ที่ซื้อไปหรือเปล่า ? ถ้าลองนึกย้อนดู ถ้าไม่มีนักเล่นกล้วยไม้รุ่นแรก ๆ เราก็คงไม่มีกล้วยไม้สวย ๆ ไว้เลี้ยงกัน...



หลังจากรับฟังความเห็นของคุณชิเนนทรไป ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าครั้งหนึ่งผมเองก็เคยได้ยินคำกล่าวคล้ายกันนี้มาก่อน ในสมัยยังเป็นเด็กมัธยม ตอนนั้นผมเองก็เล่นบอร์ดกล้วยไม้ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ใช่แล้วครับ บอร์ดคุณเฟินโคราช ในตอนนั้นคุณเฟินได้โพสภาพกล้วยไม้หลากหลายสวยงาม มีสายหลวงลาวต้นหนึ่ง ช่างสวยจริง ๆ ด้วยความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะคิดว่าแบ่งลำเล็ก ๆ ก็คง สามสี่สิบบาทมั่ง ผมจึงเมลไปสอบถามคุณเฟินดู คุณเฟินเมลตอบกลับมาว่า หน่อเล็กนั้นหนึ่งพันบาท มันทำให้ผมรู้สึกตกใจมาก ผมจึงเมลกลับไปสอบถามอีกครั้งเพราะคิดว่าคุณเฟินคงเติมศูนย์มาผิดแน่เลย แต่ก็ไม่ผิดครับคุณเฟินเขียนเมลตอบกลับเป็นคำกล่าวที่คล้ายคลึงกับที่คุณชิเนนทรได้พูดกับผม กล้วยไม้มีช่วงเวลาที่ต้องพัฒนาของมัน คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ใจ ว่าเรารักมันแค่ไหน !! แล้วคุณละ รักกล้วยไม้มากแค่ไหนกันครับ ?

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หลังภาพถ่าย

กว่าจะเป็นภาพหนึ่งภาพ ไม่ใช่สิ่งง่ายดายสักเท่าไหร่ ทุก ๆ ครั้งที่มีเสียงกริ๊งกร๊างดังขึ้น ผมต้องสะพายกล้องตัวเก่งแนบตัวขับมอเตอร์ไซค์อาบแดดไปราว ๆ ๒-๓ กิโล เพื่อไปถ่ายภาพดอกไม้ใส่คลังสต๊อคให้กับเว็บกล้วยไม้เมืองร้อนแถมช่วงเวลาที่ไปก็ยังเป็นช่วงบ่ายตะวันอยู่กลางหัวเลยทีเดียว ในสวนกล้วยไม้จึงไม่ได้เย็นฉ่ำชื่นใจสักเท่าไหร่นักหรอกครับ ซาแรนที่พลางแสงถึงจะให้ร่มเงาได้บ้าง แต่มันก็ยังร้อนอยู่ดี แต่มันก็สนุกดีเมื่อได้เห็นดอกไม้หลากหลายสีสันบานอยู่รอบตัว ลองจิตตนาการดูละกันครับ ประมาณได้ว่า หันซ้ายสีชมพู หันขวาสีเหลือง อะไรทำนองนั้น ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นกล้วยไม้หลากหลายพันธุ์บานเต็มไปหมด แต่ที่บาน ๆ อยู่นี่แหละ งานผมเลย

ก่อนอื่น ก็เริ่มจากต้นที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว มองซ้ายบ้างตะแคงบ้าง เพื่อให้ได้รูปดอกไม้อย่างที่ใจคิด แต่บางครั้งแดดมันก็ร้อนเหลือทน ผมกดไม่กี่แชะก็ขอวิ่งเข้าร่มแล้ว บางครั้งพอมาเปิดดูในคอมแล้วก็มักจะทำให้หวนคิดว่า เห้อ น่าจะถ่ายซูมอีกนิด น่าจะกว้างอีกหน่อย รูปดอกไม้แค่ดอกเดียวอาจต้องกดชัตเตอร์อยู่อย่างนั้นประมาณ ๑๐-๒๐ ครั้ง แน่นอนว่า รูปกล้วยไม้ต้นเดียว มีถึง ๑๐ กว่าภาพ บางทีคัดไปคัดมาก็เหลือเพียง ๒-๓ ภาพเท่านั้นเอง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเจอกับพันธุ์ประหลาดหน่อย หายากละก็ ผมจะนิ่งกับมันไปมากกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว นี่ก็เพราะว่าอยากเน้นให้ออกมาดูดีเหมือนภาพที่เห็นในอินเตอร์เนต ซึ่งพยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้เท่าเค้าสักที ฮะฮะ

คงจะดีกว่านี้ถ้าได้ภาพตอนเช้า ๆ แสงรำไรสีทองสวย ๆ ภาพคงจะออกมาสดใสมากขึ้น ส่วนใหญ่ช่วงเวลาที่ถ่ายมักจะเที่ยงเป็นต้นไปถึงเย็นเสียทุกที เลยไม่เคยมีภาพกล้วยไม้ยามเช้ากับเขาเลย หลังจากนี้ก็คงพยายามถ่ายภาพให้ดีขึ้นครับ !